อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
แบ่งออกเป็นโบราณสถานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง
ซึ่งใช้วัสดุก่อสร้างที่แตกต่างกัน
ด้านตะวันออกของแม่น้ำปิงเป็นที่ตั้งเมืองกำแพงเพชร
โบราณสถานจะสร้างด้วยศิลาแลงและมีขนาดใหญ่ ส่วนโบราณสถานฝั่งตะวันตก คือ
เมืองนครชุมก่อสร้างด้วยอิฐและมีขนาดเล็ก
 |
ประกอบด้วย กลุ่มโบราณสถาน ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็น
ศาสนสถาน เป็นส่วนมาก เช่น วัดพระแก้ว วัดพระสี่อิริยาบถ วัดช้างล้อม
ซึ่งนักท่องเที่ยว จะพบเทคโนโลยี ในการสร้างสมัยโบราณ เช่น
การใช้เสาศิลาแดง เป็นเสาค้ำอาคาร โดยเสาแต่ละต้นละไม่ต่ำกว่า ๓๐ ตัน
แต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏมีลักษณะร่วมสมัยระหว่างสุโขทัยและอยุธยา
นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานนอกเมืองกำแพงเพชร หรือเขตอรัญญิก
ซึ่งเป็นที่อยู่ของสงฆ์ที่มุ่งในการปฎิบัติวิปัสสนาธรรม
อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทาง 2 กิโลเมตร
ทางเข้าตั้งอยู่นอกเมืองกำแพงเพชรไปประมาณ 5 กิโลเมตร
ตามถนนสายกำแพงเพชร - พรานกระต่าย แล้วเลี้ยวซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 360
|
|
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้รับการประกาศให้เป็น
มรดกโลก ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2534
|
 |
สถานที่น่าสนใจภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
โบราณสถานฝั่งตะวันออกอยู่ในเขตกำแพงเมือง
 |
วัดพระแก้ว
ตั้งอยู่กลางเมืองกำแพงเพชร
เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโบราณสถานมรดกโลกในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
เป็นวัดที่สำคัญอยู่ติดกับบริเวณวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือวัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย
ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานที่ฐานมีสิงห์ล้อม
เจดีย์ทรงกลมที่ฐานมีช้างรอบ วิหาร มณฑป อุโบสถ และเจดีย์ราย
ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงเป็นแท่ง ๆ โดยรอบ
วัดพระธาตุ
ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัดพระแก้ว มีพระเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมเป็นประธาน
ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่เชื่อมต่อกับวิหารด้านทิศตะวันออก
ที่สองข้างวิหารมีเจดีย์รายอยู่ ข้างละ 1 องค์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ
|
สระมน
เป็นสระรูปสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 16 เมตร รอบสระมีคันดินคูน้ำล้อมรอบ
จากการขุดค้นที่บริเวณนี้พบเศษกระเบื้องมุงหลังคา
เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ
ศาลพระอิศวร
ตั้งอยู่ด้านหลังศาลจังหวัด สร้างในปี พ.ศ.2503 เป็นฐานวิหารที่ก่อด้วยศิลาแลง
พบองค์พระอิศวรและพระอุมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ซึ่งจารึกที่ฐานทำให้ทราบถึงสภาพของสังคม ในสมัยพระบรมราชาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2053
กำแพงเมืองกำแพงเพชร
เป็นกำแพงชั้นเดียวสร้างเป็นเชิงเทินมี 2 ตอน ตอนล่างเป็นมูลดินสูงขึ้นไป 3-4 เมตร
ตอนบนก่อด้วยศิลาแลงเป็นเชิงเทินมีใบเสมาและเจาะตรงใบเสมา ไว้สำหรับมองข้าศึก
โบราณสถานบริเวณนครชุมหรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง
 |
วัดพระบรมธาตุ
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนครชุม
เป็นเจดีย์ที่เจ้าพระยาลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้
เมื่อ พ.ศ.1900 เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ 3 องค์
ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน
ต่อมาพ่อค้าไม้ชาวกะเหรี่ยงได้ปฎิสังขรณ์เป็นเจดีย์แบบพม่าดังที่ปรากฏ
เมื่อ 80-90 ปีมาแล้ว
|
วัดซุ้มกอ
เป็นวัดขนาดเล็กอยู่ทางทิศใต้ของเมืองนครชุม เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม
มีองค์ระฆังแบบลังกา วัดนี้เคยขุดพบพระเครื่อง "ซุ้มกอ" เป็นจำนวนมาก
ด้านหน้าของเจดีย์ประธานมีวิหารเล็ก ๆ 1 หลัง
วัดพระบรมธาตุเจดียาราม
มีเจดีย์แบบพม่า 1 องค์ สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์
อย่างศิลปะสุโขทัย
แต่ปัจจุบันเป็นเจดีย์แบบพม่าเนื่องจากเศรษฐีพม่าผู้หนึ่งได้มาบูรณะเมื่อประมาณ 100
ปี มาแล้ว ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัยและอยุธยามากมาย
|
กำแพงป้อมทุ่งเศรษฐี ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน
ก่อนถึงตัวเมืองกำแพงเพชรเล็กน้อย ลักษณะเป็นป้อมปราการที่ก่อด้วยศิลาแลง
รูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 6 เมตร มีประตูทางเข้าตรงกลางป้อม 4 ด้าน
ด้านในของป้อมมีเชิงเทิน
ตรงฐานป้อมใต้เชิงเทินเป็นห้องมีทางเดินติดต่อกันได้ ตรงมุมมีป้อมยื่นออก 4
มุม มีรูมองอยู่ติดกับพื้น แต่ด้านทิศเหนือถูกรื้อออกเสียด้านหนึ่ง
วัดเจดีย์กลางทุ่ง
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีขนส่งกำแพงเพชร
เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเมืองนครชุมทางทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ก่อสร้างด้วยอิฐ มีวิหารและเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นเจดีย์ประธาน
มีการจัดผังวัดแบบ อุทกสีมา คือใช้แนวคูน้ำโดยรอบเพื่อแสดงขอบเขตของวัด
ซึ่งเป็นผังที่นิยมมากในสมัยสุโขทัย
|
 |
วัดหนองพิกุล
เป็นวัดสำคัญของเมืองนครชุม ส่วนหลังคาไม่ปรากฎให้เห็น
แต่ผนังที่เหลืออยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อด้วยอิฐฉาบปูนมีลวดลายประดับ
เป็นโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา
โบราณสถานนอกเมือง หรือเขตอรัญญิก
 |
วัดพระนอน
มีกำแพงศิลาแลงปักล้อมรอบวัดไว้ทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าวัดมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยม
มีห้องอาบน้ำและศาลาน้ำ ฐานและเสาเป็นศิลาแลงมีทางเท้าปูด้วยศิลาแลง
มีโบสถ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้า ด้านหลังเป็นวิหารพระนอน
ก่อสร้างด้วยเสาศิลาแลงขนาดใหญ่ หลักฐานทางประติมากรรมที่พบคือ
ใบเสมารูปเทพพนม พาลีกับทรพี สันนิษฐานว่าสลักขึ้นในสมัยอยุธยา
วัดพระสี่อิริยาบถ
หรือวัดพระยืน วัดนี้มีบ่อน้ำและที่อาบน้ำอยู่หน้าวัดเช่นเดียวกับวัดพระนอน
กำแพงเป็นศิลาแลงปักตั้งล้อม 4 ด้าน ด้านหน้าวัดมีวิหารขนาดใหญ่ยกฐานสูง 2
เมตร มีเสาลูกกรงเป็นศิลาแลงเหลี่ยมและมีทับหลังบนมุขหน้าวิหาร
สิ่งสำคัญของวัดได้แก่ มณฑปจตุรมุข แต่ละทิศประดิษฐานพระพุทธรูป 4 ปาง คือ
เดิน นั่ง ยืน นอน อยู่โดยรอบทั้ง 4 ทิศตามลำดับ
ปัจจุบันเหลือเพียงพระยืนขนาดใหญ่ที่สวยงาม
พระพักตร์เป็นลักษณะพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยแบบกำแพงเพชรคือ พระนลาฏกว้าง
พระหนุเสี้ยม
|
|
วัดพระสิงห์
ถัดจากวัดพระสี่อิริยาบถไปทางทิศเหนือประมาณ 100 เมตร
สันนิษฐานว่าใช้เวลาสร้างถึง 2 สมัย คือ สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา
ผังรวมของวัดแบ่งเขตพุทธาวาสให้อยู่ในกลุ่มกลางล้อมรอบด้วยเขตสังฆาวาสหรือกุฏิสงฆ์
โดยมีพระเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมมีซุ้มทั้ง 4 ด้านเป็นประธาน
ด้านหน้าเป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ ยกฐานประทักษิณสูง
บนฐานประทักษิณนี้ประดิษฐานพัทธสีมาไว้ทั้งแปดทิศ
มุขด้านหน้าของฐานประทักษิณมีรูปสิงห์ รูปนาค ประดับ
วัดช้างรอบ
เป็นวัดที่สร้างบนยอดเนิน มีพระเจดีย์ทรงลังกา ซึ่งยอดหักพังหมดแล้ว
มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน
ที่ชั้นฐานลานประทักษิณประดับด้วยช้างทรงเครื่องครึ่งตัว
จำนวน 68 เชือก
ระหว่างช้างแต่ละเชือกมีภาพปั้นรูปลายพรรณพฤกษาในพระพุทธศาสนา เช่น
ต้นโพธิ์ และต้นสาละ เป็นต้น
|

 |
วัดอาวาสใหญ่
มีเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นประธาน ด้านหน้าเป็นวิหารฐานสูงมีทางขึ้น 3 ด้าน
มีเจดีย์รายรอบ ด้านหน้าสุดนอกเขตกำแพงแก้วมีบ่อน้ำใหญ่ เรียก บ่อสามแสน
เพราะน้ำในบ่อนี้ไม่เคยแห้ง
วัดช้าง
เป็นวัดที่มีคูน้ำล้อมรอบ มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธาน ฐานสี่เหลี่ยม มีช้างล้อมรอบ
16 เชือก มีเจดีย์รายวิหารจตุรมุข และกำแพงล้อมรอบ
เส้นทางเดินรถไฟฟ้านำชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
 |
ปัจจุบันเปิดเส้นทางนำชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
นำชมบริเวณโดยรอบอุทยาน ชมวัดเก่า กำแพงเมืองเก่า
การนำชมจะมีการบรรยายเป็นภาษาต่างๆ 4 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ภาษาญี่ปุ่น และภาษาฝรั่งเศส จุดผ่านที่สำคัญอีดจุดหนึ่งคือ
พิพิธภัณฑ์เรือนไทยเฉลิมพระเกียรติ
การใช้บริการรถไฟฟ้านำชมอุทยานประวัติศาสตร์
สามารถติดต่อโดยตรงที่โทรศัพท์หมายเลข 0 5571 1044 ไม่เว้นวันหยุด
ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะมาเป็นหมู่คณะ หรือมาส่วนตัว ค่าบริการ
ถ้ามาเที่ยวเหมาคันๆละ 200 บาท ถ้าเป็นบุคคล ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
ตลอดเส้นทาง
ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น
ค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท
สำหรับผู้ที่จะนำรถเข้าชมในบริเวณอุทยานจะต้องเสียค่าผ่านประตูคันละ 50 บาท
|